วิธีการสาวไหม

1237

การสาวไหม
การสาวไหม คือ การดึงเส้นใยไหมออกจากรังไหมหลายๆรังในขณะต้มในน้ำร้อนผ่านอุปกรณ์สาวไหม มารวมเป็นเส้นเดียว โดยเส้นใยจะพันกันเป็นเกลียวทำให้เกิดการยึดเกาะของเส้นใยไหมทำให้ได้เส้นใยที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นให้พอเหมาะสำหรับนำมาทอเป็นผืนได้ เส้นไหมที่ได้จึงมีความเหนียว ทนทาน และเลื่อมมันจากการหักแหของแสง ซึ่งไหมที่ได้จะเรียกกันว่า ไหมดิบ มีลักษณะเป็นเส้นไหมสีเหลือง และมันวาว

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการสาวไหมต้องทำการคัดเลือกรังไหมเสียก่อน โดยการคัดเลือกรังไหมที่เสียออก เพื่อให้ได้เส้นไหม หากมีการสาวไหมโดยมีรังไหมที่เสียมาปะปนด้วยก็จะทำให้เส้นไหมที่ได้ไม่มีความเรียบ สกปรก ไม่เหนียว และขาดบ่อย ซึ่งการคัดแยกรังไหมที่เสียสามารถแบ่งลักษณะได้ดังนี้

  1. รังไหมแฝด ที่มีหนอนไหมตั้งแต่ 2 ตัว ขึ้นไปทำรังอยู่ในรังเดียวกัน ซึ่งลักษณะของเส้นใยจะพันกันไม่ได้คุณภาพทำให้ขาดบ่อยขณะสาวไหม
  2. รังที่มีรู ที่เกิดจากการเจาะของแมลง รังประเภทนี้ทำให้เกิดการขาดของเส้นใยขณะสาวไหม
  3. รังที่มีความสกปรก อาจเกิดจากตัวหนอนไหมเองหรืออาจเกิดจากการปนเปื้อนขณะการเก็บรังไหม ซึ่งรังไหมลักษณะนี้อาจเกิดการขาดได้ง่ายบริเวณเส้นใยที่มีความสกปรก และหาเงื่อนได้ยาก
  4. รังไหมที่เบา และบาง เกิดจากตัวหนอนไหมที่เป็นโรคหรืออ่อนแอขณะสร้างรังไหม เมื่อสร้างได้สักระยะหนึ่งก็จะตายภายในรังไหม ทำให้รังไหมบาง และเบา ซึ่งเส้นใยไหมที่ได้จาดรังลักษณะนี้จะสั้น และไม่ได้คุณภาพ
  5. รังไหมที่ผิดรูปร่าง อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น หนอนไหมอ่อนแอหรือการสร้างรังติดข้างจ่อ ทำให้รังไหมมีรูปร่างไม่เป็นธรรมชาติ มีความหนาบางแตกต่างกัน ลักษณะรังไหมดังกล่าวมักเกิดการขาดได้ง่ายขณะสาวไหม
  6. รังไหมที่บุบ เป็นลักษณะรังไหมที่เกิดจาการกดทับหรือการกระทบกระแทกขณะขนส่งหรือขณะเก็บรักษาทำให้เส้นใยมีการขาดบ่อยขณะสาวไหม
  7. รังที่มีเชื้อรา เกิดจากรังที่เก็บในขณะรังยังมีความชื้นอยู่ซึ่งมีสาเหตุมาจากการตากแดดไม่แห้งหรือเปียกน้ำขณะเก็บรักษาจนทำให้เกิดเชื้อรา รังในลักษณะนี้จะทำให้เส้นใยมีการขาดง่ายขณะสาวไหม